ปัจจุบัน สำนักงานส่วนใหญ่ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับไมโครคอมพิวเตอร์มาช่วยในการทำงานเกือบทุกอย่าง จึงต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์พื้นฐานสำหรับสำนักงานที่ใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด ซอฟต์แวร์พื้นฐานที่ใช้งานทั่วไปของสำนักงานถูกพัฒนาขึ้น เพื่อรองรับการทำงานเอกสาร และการจัดการข้อมูลของสำนักงานทั่วไปบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อาทิเช่นโปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processor)โปรแกรมแผ่นตารางทำการ (Spreadsheet)โปรแกรมจัดการข้อมูล (Presentation) เป็นต้น

โปรแกรมประมวลผลคำ (word processor) 

          โปรแกรมประมวลผลคำ หรือที่นิยมเรียกกันว่า โปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์ (Word Processor Program) เป็นโปรแกรมที่ช่วยสร้างเอกสารประเภทต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วอาทิเช่น จดหมาย บันทึกข้อความ ใบปะหน้าโทรสาร แบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น โดยเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษ ผู้ใช้สามารถเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อมูลที่จัดเก็บได้ โดยที่ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด
ในปัจจุบัน คุณสมบัติทั่วไปของโปรแกรมประมวลผลคำส่วนใหญ่จะมีคุณสมบัติที่ช่วยให้สามารถใช้งานได้ง่ายกว่าเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดาคุณสมบัติพื้นฐานต่างๆ ของโปรแกรมประมวลผลคำรุ่นใหม่จะประกอบด้วยเครื่องมือช่วยในการพิมพ์เครื่องมือช่วยในการแก้ไขข้อมูล การควบคุมการแสดงตัวอักษรและ การจัดรูปแบบหน้าเอกสาร การทำจดหมายเวียนและจ่าหน้าซองจดหมาย
เครื่องมือช่วยใน การพิมพ์ของโปรแกรมประมวลผลคำนั้น ช่วยให้ผู้ใช้งานพิมพ์ข้อความได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่าการม้วนคำ (Word Wrap) ที่ช่วยแยกข้อความขึ้นบรรทัดใหม่ เมื่อจบคำในแต่ละบรรทัดพอดี ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความโดยไม่ต้องกังวลว่า ข้อความจะยาวกว่าเส้นขอบขวาของบรรทัดที่กำหนดไว้ เมื่อพิมพ์ข้อความเสร็จเรียบร้อย ก็สามารถบันทึกเก็บไว้ในรูปของแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อแฟ้มข้อมูลกำกับ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ซ้ำใหม่ทั้งหมด
เครืองมือช่วยในการแก้ไขข้อมูลของโปรแกรมประมวลผลคำ เช่น การพิมพ์เพิ่มเติมที่เรียกว่า การแทรก (Insert) โดยโปรแกรมจะทำการร่นคำที่มีอยู่เดิมนั้น ให้เลื่อนไปทางขวามือ เพื่อให้มีช่องว่าสำหรับคำใหม่ หรือ การเขียนทับ    (Overwrite) ด้วยการพิมพ์ข้อความใหม่ที่ถูกลงไปทับแทนคำ หรือข้อความเดิมที่ผิด โดยไม่จำเป็นต้องลบคำเดิมออกก่อน และยังมีเครื่องมือที่ช่วยในการค้นหาและแทนที่คำ เพื่อช่วยให้สามารถแก้ไขคำต่างๆ ได้เร็วขึ้น ด้วยการไม่ต้องพิมพ์คำที่ผิดเหมือนกันใหม่ทุกครั้งโปรแกรมก็จะทำการค้นหาและแทนที่ให้อย่างอัตโนมัติและครบทุกคำการควบคุมการแสดงตัวอักษรและการจัดรูปแบบหน้าเอกสารนั้น โปรแกรมประมวลผลคำส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการจัดตัวอักษร และย่อหน้าได้อย่างสวยงาม อีกทั้งกำหนด ขนาดและรูปแบบตัวอักษรได้หลายรูปแบบ และยังมีชุดตัวอักษรให้เลือกหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความพอใจและตามความเหมาะสมของเอกสาร ส่วนการจัดหน้าเอกสารนั้น โปรแกรมประมวลผลคำสามารถควบคุมการจัดวางหน้าใหม่โดยอัติโนมัติทุกครั้งที่มีการแก้ไขเอกสาร เช่น การกำหนดให้ข้อความในบรรทัดเริ่มที่เส้นขอบซ้ายตรงกัน หรือกำหนดให้ข้อความอยู่ตรงกลางของบรรทัด เป็นต้น
เครื่องมือช่วยในการทำจดหมายเวียนและจ่าหน้าซองจดหมาย เครื่องมือนี้จะช่วยสร้างจดหมายหลักไว้ ๑ ฉบับ พร้อมทั้งกำหนดตำแหน่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูล และสร้างแฟ้มข้อมูลสำหรับบันทึกชื่อและที่อยู่ของผู้รับไว้ เมื่อสั่งพิมพ์จดหมายเวียนนั้นหรือจ่าหน้าซองจดหมายโปรแกรมจะนำข้อมูลมาใส่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ให้อย่างอัตโนมัติจนครบทุกคน

ฐานข้อมูลเชิงวัตถุได้รับการพัฒนาขึ้นโดยนำเทคโนโลยีการโปรแกรมเชิงวัตถุเข้ามาใช้  ระบบฐานข้อมูลแบบนี้มีความเหมาะสมกับงานฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลซึ่งค่อนข้างซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น  ฐานข้อมูลเก็บภาพลักษณ์ (Image)  หรือภาพกราฟิกส์ (Graphics)  ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ต้องเก็บตัวเลขทศนิยมเป็นจำนวนมาก  ฐานข้อมูลของข้อมูลทางภูมิศาสตร์  หรือฐานข้อมูลมัลติมีเดียเป็นต้น  ดังนั้น   การโปรแกรมเชิงวัตถุจึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาฐานข้อมูลเหล่านี้เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ของโปรแกรมเชิงวัตถุ เช่น  วัตถุ  คลาส  ตัวสร้างชนิด  (Type  Constructors)  หลักนามธรรมของข้อมูล  (Encapsulation) ลำดับชั้นและกรรมพันธุ์ของชนิดข้อมูล (Type hierarchies  and  inheritance)  วัตถุที่มีโครงสร้างซับซ้อน  (Complex  Object)  และตัวดำเนินการที่ทำงานได้กับข้อมูลหลายชนิด  (Overloading Operator) เป็นต้น

ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุได้รับการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ  ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ในท้องตลาด  ได้แก่  โอทู  ของบริษัทโอทูเทคโนโลยี (O2  of  O2  Technology)  อ็อบเจกต์สโตร์  ของบริษัทอ็อบเจกต์ดีไซน์  (ObjectStore  of  Object Design)  เจ็มสโตน/โอพัล  ของบริษัทเซอร์วิโอโลจิก  (GEMSTONE/OPAL  of  ServioLogic) ออนโทส  ของบริษัทออนโตลอจิก (ONTOS  of  Ontologic)  อ็อบเจกทิวิตี  ของบริษัทอ็อบเจกทิวิตี (OBJECTIVITY  of  Objectivity  Inc.)  และ  เวอร์แซนต์  ของบริษัทเวอร์แซนต์เทคโนโลยี (VER SANT  of  Versant  Technology)  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานและมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุ  เพื่อการทดลองและการศึกษาอยู่หลายแห่ง  ตัวอย่างเช่น  ระบบโอเรียน (Orion)  พัฒนาที่หน่วยงานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Microeletronics  and   Computer  Technology  Corporation)  รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา  ซอฟต์แวร์โอเพน  โอโอดีบี  (Open OODB)  พัฒนาขึ้นที่บริษัทเทกซัสระบบไออาร์ไอเอส  (IRIS)  พัฒนาขึ้นที่หน่วยปฏิบัติการฮิวเลตต์  แพกการ์ด  ระบบโอดีอี  (ODE)    พัฒนาขึ้นที่หน่วยหน่วยปฏิบัติการเอทีแอนที  เบลล์  และ ซอฟต์แวร์เอนคอร์/อ็อบเซิร์ฟเวอร์  (ENCORE/ ObServer)  พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยบราวน์  เป็นต้น

ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้รับความนิยมในการใช้งานเป็นอย่างมาก  แต่ยังมีข้อจำกัดเมื่อนำไปใช้งานกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนมาก  จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีของแบบจำลองนี้ให้ดีขึ้น  โดยนำเทคโนโลยีการโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented  Programming  Technique)  มาใช้ร่วมด้วย  และเรียกระบบฐานข้อมูลแบบใหม่นี้ว่าระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุ-สัมพันธ์ (Object Relational  Database  Management  System : ORDB)  ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้  ซึ่งต้องการที่จะจัดเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  เช่น  งานสื่อประสม  ข้อมูลทางการแพทย์  [เช่น  ฟิล์มเอกซเรย์   (X – rays)  ภาพลักษณ์เอ็มอาร์ไอ (MRI  Imaging) งานแผนที่  ข้อมูลเกี่ยวกับอวกาศ  และข้อมูลด้านการเงินซึ่งนับวันจะมีความซับซ้อนขึ้นเป็นอย่างมาก  เป็นต้น  ผู้ผลิตระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ตระหนักดีว่า  ลักษณะของข้อมูลที่ผู้ใช้ ต้องการจัดเก็บลงในฐานข้อมูลนั้นมีความหลากหลายมาก  การพัฒนาระบบให้สามารถทำงานได้กับชนิดของข้อมูลเพิ่มมากขึ้นนั้น  เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น  เพราะจะมีชนิดของข้อมูลแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้น  วิธีการที่เหมาะสมที่สุดก็คือ  พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลให้มีศักยภาพในการขยายความสามารถในการใช้งานกับชนิดของข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ  ซึ่งการขยายประสิทธิภาพตรงจุดนี้ควรที่จะนำเทคโนโลยีการโปรแกรมเชิงวัตถุมาใช้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะมีข้อได้เปรียบใน

หลายๆ ประการ  ได้แก่  สภาพเป็นส่วนจำเพาะมากยิ่งขึ้น  (Greater  Modularity)  คุณภาพที่ดีขึ้น (Quality)  การนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก  (Reusabi lity)  และการขยายความสามารถได้ (Extensibility)    ตัวอย่างของระบบจัดการฐานข้อมูลที่ขยายจากเชิงสัมพันธ์เป็นเชิงวัตถุ-สัมพันธ์  ได้แก่  ดีบีทู  รีเลชันแนล  เอกซ์เทนเดอรส์  (DB2  Relational  Extenders)  อินฟอร์มิกซ์  เดทาเบลดส์  (Informix    DataBlades)  และ  โอราเคิล  คาร์ทริดจ์  (Oracle Cartridges)  เป็นต้น

ระบบฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Database  System)  ประกอบด้วย  ฐานข้อมูลซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล  และหน่วยความจำที่ใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูล  ซึ่งอาจจะเป็นจานบันทึก  (Disk)  สำหรับการจัดเก็บแบบเชื่อมตรง (on-line)  หรืออาจจะเป็นแถบบันทึก (Tape) สำหรับการจัดเก็บแบบไม่เชื่อมตรง (off-line) เพื่อใช้เป็นหน่วยเก็บสำรอง  ระบบฐานข้อมูลแบบนี้สามารถถูกเรียกใช้งานได้จากจุดอื่นๆ ที่มีเครื่องปลายทาง (Terminal)  ประจำอยู่  แต่ละฐานข้อมูลและ    ซอฟต์แวร์จะอยู่รวมกันที่จุดเดียวเท่านั้น  ซึ่งเมื่อ ระบบคอมพิวเตอร์เจริญมากขึ้น  พร้อมทั้งพัฒนาการในเรื่องเครือข่ายสำหรับการติดต่อดีมากขึ้น  ทำให้มีการศึกษาและพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบกระจายขึ้น  เหตุจูงใจสำหรับการพัฒนาฐานข้อมูลแบบกระจายมีอยู่ด้วยกันหลายประการ  ได้แก่

 

1. ความสามารถในการดึงข้อมูล 

          งานฐานข้อมูลบางอย่างมีข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ  หน่วยงานบางแห่งอาจจะมีสาขาอยู่ตามจังหวัด  ตัวอย่างเช่น  ธนาคารจะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ  ข้อมูลของแต่ละสาขาก็จะถูกเก็บไว้ที่สาขานั้นๆ  แต่ในบางครั้งผู้บริหาร   หน่วยงานที่ส่วนกลางอาจต้องการข้อมูลสรุป  ซึ่งต้องใช้ข้อมูลจากหลายๆ  สาขาทั่วประเทศ  ซึ่งในกรณีนี้  ระบบจัดการฐานข้อมูลควรจะมีความสามารถในการดึงข้อมูลจากสาขาต่างๆ ได้ด้วย

2. เพิ่มความน่าเชื่อถือและความทันสมัยของข้อมูล 

          เพิ่มความน่าเชื่อถือและความทันสมัยของข้อมูล  สำหรับข้อมูลที่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าของข้อมูล  ณ  จุดนั้นข้อมูลใหม่จะถูกบันทึกแทนข้อมูลเก่าทันที  และสามารถนำมาใช้งานได้  ณ  เวลานั้น  เนื่องจาก ซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูลกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ นอกจากนี้  ถ้าระบบในบางจุดย่อยเสียหายและไม่สามารถทำงานได้  ระบบ ณ จุดอื่นๆ ก็ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้  แต่ถ้าเป็นแบบ

3. เพื่อควบคุมการเข้าใช้ข้อมูล 

          เพื่อควบคุมการเข้าใช้ข้อมูล  ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดได้ว่า  ผู้ใช้จากจุดใดสามารถเข้าใช้ข้อมูลจากจุดใดได้บ้าง  และได้มากระดับใดด้วย
4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 

          เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  เมื่อมีการกระจายข้อมูลตามจุดต่างๆ จะส่งผลให้ฐานข้อมูลย่อยแต่ละจุดมีขนาดเล็กลง  ซึ่งทำให้เมื่อมีการสอบถามข้อมูลในแต่ละฐานข้อมูลย่อย  การค้นหาข้อมูลย่อมทำได้รวดเร็วขึ้น  นอกจากนี้  ผู้ใช้ก็กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ละจุด  จึงสามารถทำงานขนานกันได้เลย  ซึ่งไม่เหมือนกับระบบรวมศูนย์ที่จะต้องส่งทุกๆ คำสั่งไปที่เดียวกันหมด  และทำให้ต้องรอลำดับในการทำงาน  เพราะไม่สามารถทำงานพร้อม ๆ กันได้

Theme by RoseCityGardens.com